top of page

ทรัมป์ 'ปลดล็อกกัญชา' พลิกโฉมอุตสาหกรรม 4.7 หมื่นล้านดอลลาร์!

  • รูปภาพนักเขียน: BANGYA BONG ZING
    BANGYA BONG ZING
  • 3 วันที่ผ่านมา
  • ยาว 1 นาที

อัปเดตเมื่อ 2 วันที่ผ่านมา

ทรัมป์ 'ปลดล็อกกัญชา' พลิกโฉมอุตสาหกรรม 4.7 หมื่นล้านดอลลาร์!

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 รัฐบาลของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ดำเนินการปรับสถานะกัญชาภายใต้กฎหมายรัฐบาลกลาง นับเป็นหนึ่งในการพลิกโฉมนโยบายยาเสพติดครั้งใหญ่ที่สุดของสหรัฐในรอบหลายทศวรรษ!


กระทรวงยุติธรรมสหรัฐ (DOJ) เผยว่าจะ "ผ่อนคลายข้อจำกัด" ผลิตภัณฑ์กัญชาบางประเภทโดยทันที และเร่งกระบวนการปรับสถานะทางกฎหมายกัญชาให้เป็น "สารที่มีความอันตรายน้อยลง"


สาระสำคัญของการ "ปลดล็อก" คืออะไร?

จุดเริ่มต้นของความเคลื่อนไหวนี้ มาจากการที่ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหาร (Executive Order) เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2025 โดยสั่งการให้กระทรวงยุติธรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการพิจารณาปรับสถานะของกัญชาใหม่


จนกระทั่งในวันที่ 23 เมษายน 2026 กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ และสำนักงานปราบปรามยาเสพติด (DEA) ได้ประกาศอย่างเป็นทางการในการ ปรับลดยาเสพติดประเภทกัญชาจาก "บัญชีที่ 1 (Schedule I)" ไปอยู่ใน "บัญชีที่ 3 (Schedule III)" * ยาเสพติดบัญชีที่ 1 (Schedule I): ในอดีต กัญชาถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเดียวกับ เฮโรอีน และ LSD ซึ่งหมายถึงรัฐบาลมองว่าเป็นสารที่ไม่มีประโยชน์ทางการแพทย์และมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด

  • ยาเสพติดบัญชีที่ 3 (Schedule III): เป็นกลุ่มยาที่มีประโยชน์ทางการแพทย์และมีความเสี่ยงในการเสพติดต่ำกว่า เช่น ยาแก้ปวดบางชนิด ยาที่มีส่วนผสมของโคเดอีน หรือคีตามีน


การประกาศครั้งนี้ ครอบคลุมเฉพาะผลิตภัณฑ์กัญชาที่ผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) รวมถึงผลิตภัณฑ์กัญชาทางการแพทย์ที่ได้รับใบอนุญาตอย่างถูกต้องจากรัฐต่างๆ


แล้วมันเปลี่ยนไปยังไงบ้าง?

ที่ผ่านมาครับ กัญชาถูกจัดอยู่ในกลุ่มยาเสพติดร้ายแรงเดียวกับ เฮโรอีน มาโดยตลอด แต่ตอนนี้ภายใต้นโยบายใหม่นี้ ผลิตภัณฑ์กัญชาทางการแพทย์ที่อยู่ภายใต้การกำกับของรัฐ จะถูกย้ายไปอยู่ในหมวดที่มี "ข้อจำกัดน้อยกว่า" ซึ่งรวมถึงสารที่มีความเสี่ยงต่ำถึงปานกลาง เช่น ยาแก้ปวดทั่วไป เคตามีน และฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน

รักษาการอัยการสูงสุด ระบุชัดว่า รัฐบาลสหรัฐจะเร่งดำเนินการในวงกว้าง เพื่อปรับสถานะของกัญชาในทุกการใช้งานให้เป็นสารที่มีอันตรายน้อยลง มาตรการนี้จะช่วย ลดอุปสรรคด้านการวิจัย ลดภาระภาษี และทำให้บริษัทต่างๆ เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น


ตัวเลขการสร้างรายได้ที่น่าตื่นเต้น!

เนื่องจากความเสี่ยงทางกฎหมายที่ผ่านมา ธนาคารและสถาบันการเงินขนาดใหญ่จึงไม่กล้าปล่อยกู้ หรือแม้แต่เปิดบัญชีให้กับธุรกิจกัญชา การปรับสถานะในครั้งนี้จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับสถาบันการเงิน เปิดทางให้ธุรกิจเหล่านี้เข้าถึงสินเชื่อ บริการทางการเงิน และดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากนักลงทุนสถาบันได้มากขึ้น อุตสาหกรรมกัญชาสหรัฐมีมูลค่ากว่า 47,000 ล้านดอลลาร์ แต่ยังเผชิญข้อจำกัดในระดับรัฐบาลกลางมาตลอด ทั้งที่:

  • เกือบทุกรัฐ (ยกเว้นแค่ 2 รัฐ คือ ไอดาโฮ และแคนซัส) อนุญาตให้ใช้กัญชาทางการแพทย์แล้ว

  • 24 รัฐและกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. อนุญาตให้ใช้เพื่อสันทนาการแล้ว

  • ชาวอเมริกันเกือบ 1 ใน 5 ใช้กัญชาในแต่ละปี!


แต่อย่าเพิ่งตื่นเต้นจนเกินไปนะครับ!

บัง ต้องบอกตรงๆ ครับว่า มาตรการนี้ "ไม่ได้ทำให้กัญชาถูกกฎหมายทั่วประเทศ" แต่เป็นก้าวสำคัญที่จะ:

  • เปิดทางให้งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับกัญชาทางการแพทย์ขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ

  • ลดอุปสรรคทางภาษีและการเงินให้ธุรกิจกัญชา

  • เปิดกว้างให้ผู้มีสิทธิ์บางส่วนใช้ผลิตภัณฑ์กัญงเช่น CBD ภายใต้การดูแลแพทย์ได้


ฝ่ายค้านก็มีนะครับ!

วุฒิสมาชิก ทอม คอตตัน จากพรรครีพับลิกัน (พรรคเดียวกับท่านประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์) ออกมาคัดค้านว่า กัญชาในปัจจุบันมีฤทธิ์แรงกว่าสมัยก่อนมาก อาจส่งผลให้เกิดภาวะจิตหลอน พฤติกรรมต่อต้านสังคม และอุบัติเหตุร้ายแรง ซึ่งฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็ยังเป็นห่วงเรื่องการใช้ยาในกลุ่มเยาวชนที่อาจเพิ่มขึ้นด้วยครับ


บริบททางสังคมและก้าวต่อไป

ปัจจุบัน สหรัฐอเมริกามีการยอมรับกัญชาในระดับรัฐอย่างกว้างขวาง โดยมีถึง 24 รัฐ (บวกกับกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.) ที่อนุญาตให้ใช้เพื่อสันทนาการได้ และอีก 40 รัฐที่อนุญาตให้ใช้ทางการแพทย์เต็มรูปแบบ การที่รัฐบาลกลางยอมถอยและปรับกฎระเบียบให้สอดคล้องกับความเป็นจริงมากขึ้น จึงเป็นเรื่องที่หลายฝ่ายรอคอย


หลังจากนี้ กระบวนการของรัฐบาลยังไม่จบลงอย่างสมบูรณ์ สำนักงานปราบปรามยาเสพติด (DEA) มีกำหนดการจัดการพิจารณารับฟังความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญและสาธารณะอย่างเป็นทางการในวันที่ 29 มิถุนายน 2026 เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายให้ครบถ้วน


การผลักดันนโยบายปรับสถานะกัญชาของโดนัลด์ ทรัมป์ ถือเป็น "จุดเปลี่ยนผ่าน" ที่สำคัญที่สุดของวงการ แม้จะยังไม่ก้าวไปถึงจุดที่กัญชาถูกกฎหมาย 100% ในทุกมิติ แต่การปลดโซ่ตรวนให้กับผู้ประกอบการและนักวิจัยในครั้งนี้ จะเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้อุตสาหกรรม 4.7 หมื่นล้านดอลลาร์นี้ เติบโตอย่างก้าวกระโดด มีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น และสร้างนวัตกรรมทางการแพทย์ใหม่ๆ ที่อาจเป็นประโยชน์ต่อผู้คนทั่วโลกในอนาคตอันใกล้


พี่น้องประชาชนครับ เรื่องนี้น่าจับตาสำหรับไทยเรามากเลยนะ ในขณะที่สหรัฐกำลังเดินหน้าเปิดเสรีกัญชาทางการแพทย์อย่างจริงจัง ประเทศไทยเราเองก็ยังอยู่ระหว่างการรอกฎหมายกัญชาฉบับใหม่ที่ค้างคาอยู่มานาน ถ้าสหรัฐทำได้ เราก็ทำได้เช่นกันครับ! 💪

ติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวเรื่องกัญชาทั้งในและต่างประเทศได้ที่นี่นะครับ แล้วพบกันใหม่! 🌿

 
 
 

ความคิดเห็น


bottom of page
liff.init({ liffId: "2007897554-ydOqGxqX" }) .then(() => { if (!liff.isLoggedIn()) { liff.login(); } }); liff.getProfile().then(profile => { window.userId = profile.userId; // เก็บ userId });